


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 กันยายน 2569 หนุ่มวัย 31 ปี พร้อมด้วยคุณแม่และนายศราวุธ หลำเจริญ ทนายความเสื้อสีดำมีเครา เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขตพื้นที่จังหวัดระยอง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ระยอง หลังตรวจพบความผิดปกติในประวัติการรักษาพยาบาล ถูกระบุว่าเป็นโรคร้ายแรงและมีการสวมสิทธิ์เบิกจ่ายยาต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี ทั้งที่ไม่เคยป่วยจริง ส่งผลกระทบต่ออนาคตในการทำงานและการทำประกันชีวิตอย่างรุนแรง
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตนมีอาการปวดหัว บิดาจึงพาไปตรวจร่างกายกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดซึ่งคุ้นเคยกับครอบครัว ในครั้งนั้นแพทย์ลงเครื่องหมาย Question Mark ในเวชระเบียนโดยไม่ได้ระบุโรคและไม่ได้จ่ายยาใดๆ หลังจากนั้นตนก็หายเป็นปกติและเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน โดยไม่ได้กลับมารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้อีกเลย
กระทั่งปลายปี 2567 ผู้เสียหายได้ตรวจร่างกาย ที่ รพของรัฐ สาขาย่อย (รพสต)เพื่อเตรียมตัวสมัครงาน แต่กลับพบข้อมูลในเวชระเบียนระบุว่า ตนเองมีประวัติป่วยเป็นโรคร้ายแรงหลายโรค ได้แก่ โรค SLE (แพ้ภูมิตัวเอง), โรคไต, โรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีการเบิกจ่ายยาเกี่ยวกับโรคจิตเวช ยานอนหลับ และยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2563 ซึ่งสร้างความตกใจและเครียดอย่างมาก เพราะตนแข็งแรงดีมาโดยตลอด
ต่อมา แพทย์คู่กรณีได้โทรศัพท์มาขอโทษบิดาของผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว โดยยอมรับว่านำชื่อไปใช้เบิกยาจริง แต่อ้างว่านำยาไปจ่ายให้คนไข้รายอื่นและไม่ได้ทำอะไรผิด
ข้อมูลจากคนไข้รายอื่นที่ไม่ขอเปิดเผยตัวตน ออกมาระบุว่า ตนเองป่วยเป็นโรคไต รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับคุณหมอสังกัด และคุณหมอรายนี้ได้เบิกจ่ายยาหลายชนิดผ่านทางโรงพยาบาลรัฐให้เช่นกัน แต่เมื่อได้รับยาแล้ว คุณหมอจะสั่งให้นำยาไปที่คลินิกก่อน จากนั้นพยาบาลที่คลินิกจะทำหน้าที่คัดแยกยาออก โดยให้ส่วนที่คนไข้จำเป็นต้องใช้จริงๆ ถือกลับบ้านได้ ส่วนที่เหลือจะถูกจัดออกมาไว้ที่คลินิก ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์สวมสิทธิ์เบิกยาเกิดขึ้น เป็นคำถามที่สังคมต้องการคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจของครอบครัวอย่างหนัก โดยคุณแม่ของผู้เสียหายเกิดความเครียดสะสมจนป่วยเป็นโรค Panic ด้วยความสงสารลูกชายที่ต้องเสียโอกาสในการทำงาน ไม่สามารถสมัครงานหรือทำประกันสุขภาพได้ ทั้งยังกังวลว่าหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน แพทย์อาจวินิจฉัยและจ่ายยาผิดพลาดตามประวัติเดิม แม้จะมีการแจ้งความที่ สภ.เมืองระยอง และร้องเรียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ระยอง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้าและประวัติการรักษายังไม่ถูกแก้ไข ครอบครัวจึงต้องออกมาร้องสื่อเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว
ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง (สสจ.ระยอง) นพ.สุรสินธุ์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง พร้อมคณะ ได้เชิญผู้เสียหาย พร้อมด้วยนายศราวุธ หลำเจริญ ทนายความ เข้าร่วมการสอบสวนและสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการร้องเรียนกรณีถูกสวมสิทธิ์เบิกจ่ายยา โดยผู้เสียหายและทนายความได้ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง ทั้งสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 6 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุมสอบสวน สสจ.ระยอง และคณะยังไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปร่วมฟังหรือสอบถามในห้องประชุม โดยชี้แจงว่าจะต้องรอให้กระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นและได้ข้อสรุปก่อน จึงจะเปิดเผยและชี้แจงต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ
กระทั่งเวลา 16.00 น. นายศราวุธ หลำเจริญ ทนายความ เปิดเผยภายหลังการเข้าพูดคุยว่า ทางสาธารณสุขจังหวัดระยองได้ชี้แจงว่า คณะกรรมการชุดแรกได้ทำการตรวจสอบและมีคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว พร้อมส่งเรื่องไปยังระดับจังหวัด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 เดือนนับจากสัปดาห์ที่แล้ว และคาดว่าผลจะออกมาภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่สิ้นเดือนกันยายนนี้เรื่องราวดังกล่าวก็จะครบ 2 ปีเต็มพอดี
ทางฝั่งผู้เสียหายไม่ได้มีความกังวลใจ เนื่องจากมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง และไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผลการสอบสวน ขณะที่ผู้เสียหายได้แสดงความรู้สึกสับสนและตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการที่เนิ่นนาน โดยระบุว่า ได้ให้ถ้อยคำไปตั้งแต่ครั้งแรกแล้วจึงคิดว่าควรจะมีบทสรุปที่ชัดเจน และไม่อยากให้เรื่องต้องยืดเยื้อต่อไปอีก อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอคำตอบและความชัดเจนจากการทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่ต่อไป โดยหากผลการสอบสวนและแนวทางแก้ปัญหายังไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็พร้อมจะดำเนินการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานอื่นต่อไป






































