


เกิดกระแสโซเชียลตั้งคำถามสงสัยการก่อสร้างโครงการศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นสูง (Data Center) ในพื้นที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ว่ามีการถมที่ดินทับลำรางสาธารณะและลุกล้ำแนวเขตคลองพยูร รบกวนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชน
เมื่อช่วงสาย วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านฉาง ร่วมกับสำนักงานที่ดิน เทศบาลเมืองบ้านฉาง เทศบาลตำบลบ้านฉาง กำนัน ผู้นำชุมชน และสื่อมวลชน ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโครงการ “ซิลิคอน เทค พาร์ค” (พื้นที่เดิมของสนามกอล์ฟ ดิ เอมเมอรัลด์ กอล์ฟ คลับ) หมู่ 6 ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรให้ บริษัท กาแล็กซี่ ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อก่อสร้างศูนย์ Data Center
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ 2 จุดหลัก พบรายละเอียดดังนี้
จุดที่ 1 ปมถมที่ดินทับลำรางสาธารณะ: ตรวจสอบแล้วพบว่าลำรางดังกล่าวอยู่ในเขตโฉนดที่ดินเดิมของสนามกอล์ฟ ปลายทางสิ้นสุดลงที่แนวเขตที่ดินบุคคลอื่นและไม่มีทางไหลต่อ จึง ไม่ได้เป็นการถมที่ดินทับลำรางสาธารณะ ตามกระแสข่าว
จุดที่ 2 ปมลุกล้ำคลองพยูร: ทางโครงการได้ปักเสาคอนกรีตไว้เพื่อเป็นจุดสังเกตแนวเขต แต่เมื่อลงพื้นที่ขุดลึกลงไปประมาณ 30 เซนติเมตร ยังไม่พบหลักหมุดเดิม จึงต้องใช้เครื่องจักรขุดค้นหาพิกัดหลักหมุดต่อไป
ด้านตัวแทนเจ้าของที่ดินเดิม (สนามกอล์ฟ) และผู้บริหารโครงการฯ ชี้แจงว่า พื้นที่ไม่ได้ติดคลองสาธารณะโดยตรง แต่เนื่องจากในอดีตลำคลองกว้างเพียง 10 เมตร ก่อนจะถูกกระแสน้ำกัดเซาะขยายกว้างขึ้นในภายหลัง ทำให้หมุดโฉนดตามเอกสารสิทธิ์เดิมตกอยู่บริเวณกลางคลอง อย่างไรก็ตาม ทางโครงการยินดีให้เจ้าหน้าที่เข้ารังวัดตรวจสอบพิกัดอย่างเป็นทางการ หากพบว่าแนวหมุดเปลี่ยนไปก็พร้อมปรับตามความเป็นจริง แต่หากหมุดเดิมยังคงอยู่กลางคลอง ในอนาคตจะมีการถมดินทำคันกั้นแบ่งแนวเขตให้ชัดเจน
ขณะที่ กำนันตำบลบ้านฉาง และ นายนิรันดร์ ปรัชญกุล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านฉาง ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงประเด็นในสื่อออนไลน์ แต่ทางโครงการให้ความร่วมมือดีมาก โดยทางบริษัท กาแล็กซี่ฯ เตรียมลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
นอกจากนี้ ตัวแทนบริษัท ซิลิคอน เทค พาร์ค จำกัด ได้ยืนยันว่าการออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และโครงการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% ซึ่งเป็นการขออนุญาตก่อสร้างประเภทที่ไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) พร้อมยืนยันระบบไฟฟ้าและน้ำมันกักเก็บจะไม่ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของชาวบ้านอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ บทสรุปของการลงพื้นที่คือการเร่งขุดหาหลักหมุดที่ดินเดิมที่หายไป เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันและชี้แจงไขข้อสงสัยให้ประชาชนในพื้นที่และสื่อมวลชนได้กระจ่างต่อไป


































