


หัวอกแม่แหลกสลาย! ร้องสื่อถูกกระบะตัดหน้าชนลูกชาย 15 เสียชีวิต แฉคู่กรณีสร้างภาพเยียวยาถ่ายรูปโชว์ ก่อนเปลี่ยนท่าทีเย้ย “ชนคนตายไม่ติดคุก” แถมทวงเงินทำบุญคืน
วันที่ 24 กรกฏาคม 2569 2 สามีภรรยาเล่าว่า เกิดเหตุสะเทือนใจสองสามีภรรยา หลังต้องสูญเสียลูกชายวัยเพียง 15 ปี จากอุบัติเหตุรถกระบะขับเลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน แฉพฤติกรรมคู่กรณีทำทีเสียใจ บวชหน้าไฟ คอยถ่ายรูปตอนมอบเงินเยียวยาและพยุงแม่ที่เป็นลมไว้สร้างภาพ แต่หลังจบงานศพกลับเปลี่ยนท่าทีเป็นคนละคน อ้างรู้จักตำรวจทั้งโรงพัก พูดจาเย้ยหยัน “ชนคนตายไม่ติดคุก จากผิดเป็นถูกได้” แถมยังเอ่ยปากทวงเงินทำบุญคืนหลังฝ่ายครอบครัวผู้เสียชีวิตปฏิเสธเงินก้อนและขอเดินหน้าดำเนินคดีถึงที่สุด
พฤติกรรมสร้างภาพเยียวยา-ถ่ายรูปคอยโชว์หลักฐาน
นางสาวลูกน้ำ (นามสมมติ) ผู้เป็นแม่ เล่าเหตุการณ์ด้วยความเจ็บปวดว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19:00 น. ของวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ลูกชายวัย 15 ปี ได้ขับรถจักรยานยนต์จากปากซอยหนองกวาง ต.มาบข่า อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง เพื่อมุ่งหน้ากลับที่พัก แต่ระหว่างนั้นมีรถกระบะ Toyota สีขาว ขขับพุ่งออกมาจากซอยเลี้ยวตัดหน้ารถของลูกชายอย่างกระทันหัน เป็นเหตุให้ลูกชายชนเข้ากลางลำรถเสียชีวิตคาที่ทันที
ขณะเกิดเหตุ ตนและสามีทำงานอยู่ต่างจังหวัด เมื่อทราบข่าวร้ายจึงรีบขับรถกลับมาบ้านทันที โดยก่อนหน้านี้เพียง 2 เดือน ตนก็เพิ่งจะแท้งลูกไป และต้องมาสูญเสียลูกชายไปอีกคนอย่างกะทันหัน หลังเกิดเหตุ คู่กรณีได้เดินทางมามอบเงินจำนวน 15,000 บาท (โดยโอนเข้าบัญชี 10,000 บาท และใส่ซองมาร่วมทำบุญงานศพ 5,000 บาท) อีกทั้งในวันเผาศพ คู่กรณีก็ได้มาบวชหน้าไฟให้ ซึ่งเมื่อตนถามว่าทำไมถึงบวช เขาก็อ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนแนะนำมา ตอนนั้นตนยังเศร้าโศกเสียใจจนไม่ได้เอะใจอะไร
ทว่า สิ่งที่ผิดสังเกตคือ ตลอดเวลาคู่กรณีจะมีการบันทึกภาพและถ่ายรูปเอาไว้ตลอด ตั้งแต่ตอนมอบเงิน ให้ตนถือซองถ่ายรูปเพื่อเอาไปโชว์คนอื่นว่าได้จ่ายเงินเยียวยาแล้ว แม้กระทั่งวันเผาศพตนเสียใจจนเป็นลม เพื่อนๆ เล่าให้ฟังว่า คู่กรณีได้พยายามดึงตนออกจากกลุ่มเพื่อน แล้วเข้ามาช่วยพยุงไว้เอง เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ว่าเขาได้มาดูแลตนเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนั้นตนคิดเพียงว่าเขาคงรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
เจรจาไร้ความสำนึก แถมกดดัน-พูดจาเย้ยหยัน ก่อนลั่นทวงเงินคืน!
หลังจากเสร็จสิ้นงานศพ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญทั้งสองฝ่ายไปไกล่เกลี่ยกันที่ สภ.นิคมพัฒนา โดยคู่กรณีมาพร้อมกับหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวได้พูดขึ้นมาว่า “ขับรถชนคนตายแค่คดีแพ่ง ไม่ติดคุกหรอก” ส่วนตัวคู่กรณีอ้างว่า รถของตนไม่มี พ.ร.บ. ไม่มีประกัน และไม่มีเงินสด โดยฝ่ายตนได้เรียกร้องเงินค่าเสียหายไปจำนวน 500,000 บาท แต่คู่กรณีบอกว่าไม่มี มีให้แค่ 200,000 บาท (ซึ่งเป็นเงินปากเปล่า ยังไม่มีเงินสดมาแสดง) แถมยังพูดจาในลักษณะว่า “จ่าย 500,000 บาทแล้วจะจบเลยใช่ไหม”
เมื่อเห็นท่าทีดังนั้น ตนจึงเริ่มรู้ทันทีว่าสิ่งที่คู่กรณีทำไปก่อนหน้านี้ไม่ได้มาจากความเสียใจจริงๆ แต่เป็นการถ่ายรูปเก็บหลักฐานไว้ใช้ในชั้นตำรวจหรือชั้นศาลว่าได้เยียวยาแล้ว ตนจึงปฏิเสธเงิน 200,000 บาท และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะผ่านไปเพียงวันเดียวหลังจากงานศพ ท่าทีของคู่กรณีกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
เมื่อฝ่ายครอบครัวผู้เสียชีวิตปฏิเสธรับเงินและขอสู้คดี ทางคู่กรณีจึงพูดสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่งั้นก็เอาเงิน 15,000 บาทที่เคยให้ไปคืนมา!”
ทำให้แม่ของผู้เสียชีวิตตัดสินใจโอนเงินจำนวน 10,000 บาท คืนกลับไปให้ทันทีในตอนนั้น ส่วนเงินอีก 5,000 บาทที่ใส่ซองทำบุญ ตนยังไม่คืน และยืนยันว่าจะนำไปคืนให้ในชั้นศาลเท่านั้น
ด้าน พ่อของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ทีแรกตนรู้สึกติดใจอย่างมาก เพราะหญิงสาวที่มากับคู่กรณีพูดจาข่มในทำนองว่า “ชนคนตายไม่ติดคุกหรอก เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งโรงพักเขารู้จักหมด เขาคุยได้หมด” ประกอบกับตนได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าเรื่องเอกสารการเสียชีวิตจากโรงพยาบาล เพื่อนำไปยื่นกับทางโรงเรียนของลูกชาย ซึ่งโรงพยาบาลแจ้งว่าส่งเอกสารให้ตำรวจแล้ว แต่เมื่อมาตามที่ สภ. กลับพบว่า ในวันดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 5 ราย เอกสารของเคสอื่นส่งมาครบทั้งหมด มีเพียงเอกสารของลูกชายตนคนเดียวที่หายไป ทำให้ภรรยาของตนถึงกับร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสิ้นหวัง เพราะกลัวว่าลูกชายจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีก็ได้ช่วยโทรติดตามทางโรงพยาบาลเพื่อให้ออกเอกสารใบใหม่ให้อย่างเร่งด่วน ซึ่งตอนแรกตนอาจจะไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงานของตำรวจ แต่เมื่อได้เข้ามาพูดคุยในวันนี้ก็เข้าใจแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่คู่กรณีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างนำเรื่องสรุปสำนวนส่งอัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลต่อไป
เจ็บปวดถูกเย้ย “รอไปเลย 2 ปี-เปลี่ยนผิดเป็นถูกได้” ยืนยันสู้ไม่ถอย
สองสามีภรรยาเผยทั้งน้ำตาว่า ทุกวันนี้ยังคงทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย ยังรู้สึกเหมือนลูกชายยังอยู่ในบ้าน บางครั้งได้ยินเสียงเดินก๊อกแก๊ก หรือแม้กระทั่งฝันถึง โดยล่าสุดสามีฝันว่าลูกมาบอกว่าเขาตายแล้ว เพราะที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างพยายามหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ เช่น หลอกตัวเองว่าลูกไปทำงานที่ จ.ศรีสะเกษ แต่พอหากต้องกลับศรีสะเกษ ก็จะหลอกตัวเองใหม่ว่าลูกยังอยู่ที่ จ.ระยอง คอยเลี้ยงหมาให้
สิ่งที่ทิ่มแทงใจพวกตนอยู่ตลอดเวลาคือ คู่กรณีเองก็มีลูกที่รุ่นราวคราวเดียวกับลูกของตน แต่ทำไมเขาถึงยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยไม่มีจิตสำนึกหรือรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย แถมยังมีถ้อยคำพูดจาเยาะเย้ยทิ้งท้ายอีกว่า
”ถ้าอยากฟ้องศาลก็ฟ้องไป อย่างน้อยก็รอไปเหอะ 1-2 ปี” หรือ “ชนคนตายไม่ติดคุกหรอก จากผิดก็กลายเป็นถูกได้นะ เพราะลูกของคุณขับรถเร็ว”
คำพูดเหล่านี้สร้างความบาดลึกในใจของผู้เป็นพ่อและแม่อย่างมาก แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าจะไม่ท้อ และจะเดินหน้าสู้คดีในชั้นศาลให้ถึงที่สุด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับลูกชายที่จากไป
ถ้าสามีทิ้งท้ายว่าทุกวันนี้ก่อนจะไปทำงานก็ต้องพูดบอกลูกไว้ทุกครั้ง และต้องเอาภรรยาติด ไปทำงานด้วยเนื่องจากเขาอยู่บ้านคนเดียวเขาก็จะร้องไห้ตลอดแม้กระทั่งจับแฟ้มเอกสารของลูกชายก็ร้องไห้


































