


เสียงครวญจากหัวจ่าย เมื่อน้ำมันแพงกลายเป็นฝันร้ายของคนทำงาน
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 1 เมษายน 2569
บรรยากาศตามสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง ของอำเภอบ้านฉาง อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักที่แฝงไปด้วยความตึงเครียด หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดเงินอุดหนุนดีเซลลง ทำให้ราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นทันทีถึง 3.50 บาทต่อลิตร ดันราคาดีเซลทะยานสู่ 44.24 บาทต่อลิตร
จากการสอบถามผู้ใช้รถใช้ถนนในพื้นที่ พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพขนส่งและค้าขาย ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ถึงแม้กระทั่งราคาน้ำมัน โลกกระดิ่งลงแต่ ที่นี่ประเทศไทยไม่มีอะไรแน่นอน
ลุงขับรถกระบะขนของ เผยความในใจด้วยรอยยิ้มที่ขื่นขมว่า “ของก็ขายยาก ราคาสินค้าก็ขึ้นไม่ได้ แต่น้ำมันดันขึ้นเอาๆ อยากให้รัฐบาลช่วยดูใจประชาชนบ้าง เพราะตอนนี้มันลำบากจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
พี่น้องชาวไรเดอร์ หนึ่งในอาชีพที่ต้องอยู่บนถนนตลอดทั้งวันระบุว่า การที่ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขนาดนี้ กระทบต่อกำไรที่เหลืออยู่น้อยนิดอยู่แล้ว พร้อมฝากถึงนายกฯ และผู้บริหารว่า ก่อนจะพูดอะไร หรือออกมาตรการอะไร อยากให้คิดถึงหัวอกคนที่ต้องหาเช้ากินค่ำจริงๆ ว่าเขาทำได้จริงอย่างที่ท่านพูดไหม และได้ข่าวว่าจะเปลี่ยน คนดูแล เรื่องน้ำมัน ตนก็ ถือว่าดีเหมือนกันถ้าคนๆนั้นเข้ามาทำ แล้วแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำมันได้จริงๆโดยนึกถึงประชาชนมาก่อน
และตามนโยบายของท่านนายกให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้น้ำมันจะทำได้อย่างไรอาชีพอย่างตนต้องใช้น้ำมัน ในการทำงาน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้และอีกอย่าง ไม่มีเงินไปซื้อรถไฟฟ้าด้วย
ทางด้านชาวบ้าน( เสื้อน้ำเงิน) เผยว่าตอนนี้ก็ต้องทำใจเพราะว่าราคาน้ำมันทั่วโลกก็ปรับสูงขึ้นกันหมดดีกว่าไม่มีน้ำมันให้เติม
ในขณะที่ชาวอำเภอบ้านฉางก็ได้แห่กันมาเข้าคิวต่อแถวเพื่อเติมน้ำมัน
แม้ราคากลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะยังทรงตัว แต่การพุ่งสูงขึ้นของ ดีเซล เปรียบเสมือนโดมิโน่ที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าทุกประเภท ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ภาระเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในรูปแบบของค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะ เติมให้เต็มถังก่อนราคาใหม่จะประกาศใช้ เพื่อประหยัดเงินเพียงไม่กี่สิบบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทุกบาทมีค่าสำหรับพวกเขาจริงๆ



































