


เสียงสะท้อนจากร้านตัดผมมาบตาพุด วอนรัฐช่วยลดค่าไฟ หลังแบกรับต้นทุนพุ่งช่วงหน้าร้อน ด้าน กกพ. ขานรับรื้อสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชน
จากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของหน้าร้านตัดผมช่างโอ๊ต บริเวณถนนห้วยโป่ง-หนองบอน เขตเทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง พบว่าช่างตัดผมต่างต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจนแทบไม่เหลือผลกำไร
นายโอ้ อายุ 26 ปี ช่างตัดผมประจำร้าน (ช่างผมหยิก) เปิดเผยว่า ทางร้านเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:00 น. ไปจนถึง 21:00 น. ซึ่งในเดือนนี้ค่าไฟเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ไม่สามารถหาวิธีประหยัดไฟได้เลย เนื่องจากจำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า หากจะเปิดเพียงพัดลมอย่างเดียวลูกค้าก็คงทนร้อนไม่ไหว
ในส่วนของราคาค่าบริการ ปัจจุบันทางร้านยังคงตรึงราคาเดิมเอาไว้ที่เริ่มต้น 100 ถึง 150 บาท เพราะยังไม่อยากผลักภาระไปให้ลูกค้า แต่ยอมรับว่าหากค่าไฟยังคงปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินจะแบกรับไหว ก็อาจมีความจำเป็นต้องขยับราคาเริ่มต้นขึ้นตามไปด้วย
เช่นเดียวกับ นายกฤต อายุ 29 ปี ช่างตัดผมอีกรายในร้าน ที่ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าไฟในเดือนนี้ปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างชัดเจน ขณะที่ทางด้านลูกค้าที่มาใช้บริการระบุว่า รู้สึกเห็นใจช่างตัดผมเพราะเข้าใจในเรื่องต้นทุน แต่อยากให้รัฐบาลหาแนวทางช่วยเหลือในการปรับลดค่าไฟฟ้าลง เนื่องจากไม่ใช่แค่ช่างตัดผมเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่ประชาชนทุกคนที่ต้องใช้ไฟต่างก็ได้รับผลกระทบถ้วนหน้ากัน
กกพ. หนุนรัฐบาลรื้อสัญญาไฟเอกชน หวังลดภาระประชาชนหน่วยละ 13-17 สตางค์
ความเคลื่อนไหวจากฝั่งนโยบาย กกพ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า กกพ. พร้อมสนับสนุนข้อมูลและข้อกฎหมายแก่คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางลดค่าไฟฟ้าที่แท้จริงและสร้างความเป็นธรรม
ทั้งนี้ กกพ. เคยเสนอให้มีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ต้นทุนในอดีตไม่สอดคล้องกับปัจจุบันที่เทคโนโลยีและต้นทุนลดลงไปมากแล้ว แต่ยังต้องรับซื้อในราคาเดิม ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟฟ้าเกินจริงประมาณหน่วยละ 13-17 สตางค์ หรือคิดเป็นมูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกนำเสนอต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังมีข้อติดขัดในแง่กฎหมายและเงื่อนไขสัญญา
แนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้าเอกชน โดยเฉพาะส่วนของค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชนในระยะยาวต่อไป


































