


ระยองวุ่น! หนุ่มกุเรื่อง “ถูกจี้ชิงทรัพย์” สุดท้ายสารภาพทั้งน้ำตา ทำไปเพราะ “กลัวเมีย”
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.ท. วีระชัย กาพย์กลอน สว.สส.สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง เปิดเผยเบื้องถึงคดีโอละพ่อ หลังจากได้รับสั่งการจาก พ.ต.อ. ถาวร นาใจเย็น ผกก.สภ.มาบตาพุด ให้เข้าตรวจสอบเหตุชิงทรัพย์อุกอาจบริเวณซอยมาบยา 10 ถนนมาบยา ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง
เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 15.00 น. ชายผู้เสียหายแจ้งว่าถูกคนร้ายสวมชุดหมี ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีดำ ประกบถีบรถจนล้ม ก่อนใช้มีดตัดสายกระเป๋าคาดอก ชิงเงินสด 4,100 บาท และโทรศัพท์มือถือหลบหนีไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ กลับพบความผิดปกติหลายอย่าง:
- ผู้แจ้งอ้างว่ามีรอยถลอกที่ซี่โครง แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบร่องรอยใดๆ
- อ้างว่ารถล้มจนกาบหน้าถลอก แต่สภาพรถยังกริบไร้รอยขีดข่วน
- เมื่อเจ้าหน้าที่เช็กกล้องตามเวลาที่อ้าง กลับไม่พบเหตุการณ์ผิดปกติ
หลังจากถูกเจ้าหน้าที่คาดคั้น ชายรายนี้ถึงกับปล่อยโฮยกมือไหว้สารภาพว่า “เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก” เนื่องจากตนเองตกงาน และเมียให้เงินมา 4,100 บาท แต่ตนแอบนำเงินไปใช้หนี้เพื่อนจนหมด ด้วยความกลัวจะถูกเมียด่าจึงกุเรื่องขึ้นมาหวังรอดตัว
ทางด้านตำรวจแม้จะเห็นใจในความกตัญญูต่อภรรยา แต่จำเป็นต้องดำเนินคดีในข้อหา “แจ้งความเท็จ” เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น
เหตุการณ์นี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพง โดยมีคำแนะนำทิ้งท้ายจากหลายฝ่าย:
- ตำรวจฝากเคล็ดลับ: “มีอะไรพูดกับเมียตรงๆ โดนด่านิดหน่อยก็นั่งนิ่งๆ ไว้ ดีกว่าต้องมาโดนคดี”
- นายเอ็ม (พ่อค้าทุเรียน): “อย่าคิดโกหกเมียเด็ดขาด มีอะไรคุยตรงๆ สร้างเรื่องแบบนี้หาเรื่องใส่ตัว ไม่คุ้มเลย”
- เหล่าแม่บ้านยืนยัน: “พูดตรงๆ โดนบ่นนิดหน่อยก็จบ แต่ถ้าโกหกแล้วจับได้ โทษหนักกว่ากฎหมายแน่นอน!”
ทั้งนี้ฝากเคสนี้เป็นอุทาหรณ์ แจ้งความเท็จ ถูกจับปรับไม่คุ้มเลยจากผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหา กลัวเมียแค่ไหนก็อย่าหาทำ




































