


ชาวแกลงสุดทนควันเตาเผาถ่านฟุ้งกระจายเต็มชุมชน หวั่นกระทบสุขภาพเด็ก-ผู้สูงอายุ วอนหน่วยงานเร่งแก้ไข
เมื่อเวลา 00.30 นวันที่ 10 มีนาคม 2569 ชาวบ้านชุมชนแหลมยาง เขตเทศบาลเมืองแกลง จ.ระยอง รวมตัวร้องสื่อ มวลชนหลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหา “ควันและกลิ่นเหม็น” ที่ลอยมาจากโรงงานเตาเผาถ่านในพื้นที่รอยต่อ ต.ทางเกวียน เผยกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ต้องใส่หน้ากากอนามัยนอน วอนผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐควบคุมระบบการเผาให้ได้มาตรฐาน
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงเวลากลางคืน พบว่าบริเวณถนนและบ้านเรือนประชาชนในชุมชนแหลมยาง มีกลุ่มควันสีขาวขุ่นลอยต่ำปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองเห็นได้ชัดเจนภายใต้แสงไฟ ควันดังกล่าวมีกลิ่นเหม็นไหม้ที่รุนแรงและแสบจมูก ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ตามปกติ
ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ได้เปิดเผยถึงความอัดอั้นตันใจว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานและเป็นปัญหาซ้ำซาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ถึง 22.00 น. หรือบางวันอาจลากยาวไปจนถึงดึก กลุ่มควันจะมีความหนาแน่นมากที่สุด
”มันไม่ใช่แค่กลิ่นธรรมดา แต่มันคือควันพิษที่ลอยมาตามลม วันไหนลมพัดมาทางชุมชน เราแทบจะอยู่ไม่ได้เลย ต้องปิดบ้านมิดชิด บางคนถึงขั้นต้องใส่หน้ากากอนามัยขณะนอนหลับ เพราะกลิ่นมันลอดเข้าไปข้างใน” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว
สิ่งที่ชาวบ้านกังวลมากที่สุดคือผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในชุมชนแหลมยางมีทั้ง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้สะดวก การต้องสูดดมควันจากการเผาถ่านเป็นประจำอาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงขึ้น
ชาวบ้านไม่ได้ต้องการให้ปิดโรงงานหรือหยุดอาชีพการเผาถ่านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้มีการ “จัดระเบียบและควบคุม” อย่างจริงจัง โดยมีข้อเสนอแนะคือลดจำนวนเตาเผา หากมีการเผาพร้อมกันหลายเตา ควันจะหนาแน่นเกินไป ควรจำกัดการเผาให้เหลือเพียงวันละ 1-2 เตา
พร้อมปรับปรุงระบบกรองควันโดยให้ทางโรงงานติดตั้งระบบกำจัดควันที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง
ขาวบ้านวอนเทศบาลตำบลทางเกวียน และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานโรงงานและหาแนวทางแก้ไขร่วมกับเทศบาลเมืองแกลง เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน
ชาวบ้านทิ้งท้ายว่า หากยังไม่มีการแก้ไขที่ชัดเจน อาจจะต้องรวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดต่อไป เนื่องจากปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตพื้นฐานของประชาชนอย่างรุนแรง





































